บทที่ 5 “คือ… มันเป็นเช่นนี้นะ”
ทว่าเยี่ยเสวียนกลับดูราวกับไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดนั้นนัก สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่นาง ราวกับสิ่งสำคัญมีเพียงภาพตรงหน้าเท่านั้น
เขาสะบัดนิ้วมือที่ยังมีเปลวไฟลุกอยู่ เพลิงเล็ก ๆ แตกกระจายออกไปรอบกาย แปรเปลี่ยนเป็นคบเพลิงที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ แสงไฟสีส้มแดงสาดส่องความมืดของเหวอเวจีจนถอยร่นออกไป
จากนั้นเขาก็ดับไฟที่ปลายนิ้วของตนเอง และก้าวเข้ามาใกล้นางอีกหนึ่งก้าว
ใกล้เกินกว่าที่ฉางซีตั้งใจไว้
เยี่ยเสวียนยกมือขึ้น วาดผ่านอากาศอย่างแผ่วเบา
เพียงชั่วพริบตา คราบเลือดที่เปื้อนร่างนางก็หายวับไป กลิ่นคาวจางหาย บาดแผลภายนอกเลือนรางราวกับไม่เคยมีอยู่
ใบหน้าที่เคยเปื้อนเลือด บัดนี้กลับงดงามหมดจด ดวงตาคมใส ผิวขาวเนียนดุจหยก
ส่วนชุดขาวบางที่ขาดเปื่อยของนาง ถูกแทนที่ด้วยอาภรณ์ใหม่ กระโปรงยาวสีดำแดง ไล่เฉดสีดุจเปลวเพลิงยามราตรี
งดงาม… และแฝงกลิ่นอายของมารอย่างชัดเจน
ฉางซีชะงัก นางก้มมองตนเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง
ชุดของนาง กลับคล้ายคลึงกับชุดของเยี่ยเสวียน ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเป็นคู่กันตั้งแต่ต้น
เยี่ยเสวียนมองผลงานของตนเองด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“มารดา… ร่างกายของเจ้าไม่ควรเปื้อนเลือด”
คำพูดเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ฉางซีหัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ นางไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพลังมาร หรือเพราะสายตาของเขา
“เช่นนั้น… เจ้าก็ช่วยถอดโซ่เส้นนี้ออกจากขาของมารดาของเจ้าหน่อยได้หรือไม่”
ฉางซีเอ่ยถาม น้ำเสียงพยายามรักษาความสงบไว้ให้มากที่สุด แม้ภายนอกจะดูนิ่ง แต่ภายในหัวใจของนางกลับเต้นรัว
เยี่ยเสวียนมองลงไปที่โซ่ตรวนซึ่งพันรัดข้อเท้าของนาง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
“มันไม่ใช่สิ่งของจำเป็นที่พวกเราต้องมีหรอกหรือ”
พูดจบ เขาก็ยกขาของตนเองขึ้น ที่ข้อเท้าของเขา มีโซ่ตรวนเช่นเดียวกัน
โซ่สีดำหม่น ฝังแน่น ปลายหนึ่งรัดข้อเท้า อีกปลายหนึ่งจมลึกลงไปในผืนดินของเหวอเวจี ราวกับเป็นรากที่หยั่งลึกจนไม่อาจถอนออก
ฉางซีเพียงเห็นก็รู้สึกเหมือนลมหายใจถูกกดทับ
นางจำมันได้ดี… จะลืมได้อย่างไร อาวุธเทพหนึ่งเดียวในใต้หล้า โซ่ผนึกจอมมาร สิ่งที่แม้เทพสูงสุดยังหวาดเกรง และคนที่ร่ายคาถาผนึกมันไว้ ก็คือนางเอง
มือของฉางซีที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว หัวสมองหมุนวูบ
นางเป็นผู้ผนึก และก็มีเพียงนางเท่านั้น ที่สามารถปลดผนึกได้
หากความจริงนี้ถูกเปิดเผย…
นางเหลือบมองเยี่ยเสวียน
ใบหน้าหล่อเหลาไร้เดียงสานั้น หากวันหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นจอมมารเต็มตัว จะโหดร้ายและน่ากลัวขนาดไหนนะ
และหากเขารู้ว่านางคือผู้ที่จองจำเขาไว้ในความมืดนี้ จากเดิมที่อาจไม่ตาย คราวนี้ นางคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอความเมตตา
ยามมีพลัง นางยังไม่อาจสังหารเขา แล้วตอนนี้… นางไร้พลังวิญญาณ ไร้พลังเทพ จะเอาอะไรไปต่อกรกับเขาได้
ฉางซีฝืนยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนพอจะหลอกเด็ก แต่ซ่อนคมมีดเอาไว้ด้านใน
“โซ่นี่…” นางเอ่ยช้า ๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักในใจ “ของเจ้า ยังไม่จำเป็นต้องถอดออก แต่ของข้า จำเป็น”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น” เยี่ยเสวียนขมวดคิ้ว สายตาฉายแววฉงน เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจตรรกะของนางเลยสักนิด
ฉางซีเหลือบมองโซ่เหล็ก แล้วกลอกตาไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนที่แววตาจะวาบขึ้นเล็กน้อย ราวกับมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา
“คือ… มันเป็นเช่นนี้นะ” นางรีบอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “โซ่ของเจ้ามันแน่นเกินไป ข้าไร้พลัง ไม่สามารถถอดมันออกได้ แต่โซ่ของข้า หากเป็นพลังของเจ้า ย่อมทำได้แน่นอน”
